เหล็กรางน้ำคืออะไร? วิธีเลือกให้เหมาะกับงานโครงสร้าง | คู่มือจากผู้เชี่ยวชาญ

หากคุณกำลังเริ่มต้นสร้างบ้าน ต่อเติมโรงงาน หรือมองหาโครงสร้างที่แข็งแรงทนทาน “เหล็กรางน้ำ” คงเป็นชื่อที่คุณได้ยินบ่อยในวงการก่อสร้าง แต่คำถามคือ  .เหล็กรางน้ำคืออะไร? ใช้ทำอะไร? แล้วจะเลือกใช้อย่างไรให้ตรงกับลักษณะงาน?

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักเหล็กรางน้ำแบบเจาะลึก ตั้งแต่โครงสร้าง รูปแบบ ขนาด การใช้งาน จนถึงเทคนิคเลือกซื้ออย่างมืออาชีพ พร้อมตอบคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย เช่น

  • เหล็กรางน้ำใช้ทำอะไร?
  • เหล็กรางน้ำขนาดมาตรฐานคือเท่าไหร่?
  • เหล็กรางน้ำมีกี่ประเภท?
  • เหล็กรางน้ำแบบไหนเหมาะกับงานหลังคา?

อ่านจบคุณจะรู้วิธีเลือกเหล็กรางน้ำที่เหมาะกับโครงการของคุณมากที่สุด แบบไม่ต้องลองผิดลองถูกอีกต่อไป

 

เหล็กรางน้ำคืออะไร?

เหล็กรางน้ำ (C-Channel หรือ U-Channel) เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่มีหน้าตัดคล้ายรูป “ตัว U” หรือ “รางน้ำ” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ลักษณะเด่นของเหล็กรางน้ำคือมี “ปีก” ยื่นออกจากแกนกลางทั้งสองข้าง ช่วยเพิ่มความแข็งแรงรับน้ำหนักได้ดี โดยเฉพาะในแนวตั้ง

จุดเด่นของเหล็กรางน้ำ

  • แข็งแรง รับแรงกดและแรงกระแทกได้ดี
  • เหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องการความมั่นคง
  • สามารถใช้งานได้ทั้งงานภายในและภายนอก
  • เชื่อม-ตัดได้ง่าย รองรับการดัดแปลง

 

เหล็กรางน้ำมีกี่ประเภท?

เพื่อให้เลือกใช้งานได้เหมาะสม มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าเหล็กรางน้ำมีอยู่หลายประเภทที่นิยมในตลาด

เหล็กรางน้ำรีดร้อน

  • ได้จากกระบวนการรีดร้อน
  • หนา แข็งแรง รับแรงได้สูง
  • นิยมใช้ในงานโครงสร้างหลัก เช่น เสา คาน ฐานราก

เหล็กรางน้ำรีดเย็น

  • ผลิตจากเหล็กแผ่นบางผ่านการพับขึ้นรูป
  • น้ำหนักเบา ราคาถูกกว่า
  • เหมาะกับงานตกแต่ง งานเบา หรืองานเฟอร์นิเจอร์

เหล็กรางน้ำชุบกัลวาไนซ์

  • เคลือบกันสนิมด้วยสังกะสี
  • ใช้งานภายนอก ทนแดดฝนได้ดี
  • เหมาะกับงานหลังคา กันสาด โครงสร้างกลางแจ้ง

 

ขนาดและสเปกเหล็กรางน้ำมาตรฐาน

การเลือกขนาดเหล็กรางน้ำให้ถูกต้องสำคัญมาก โดยทั่วไปจะวัดจาก “ความกว้าง x ความสูง x ความหนา” และมักมีความยาวมาตรฐานที่ 6 เมตร/เส้น

ตัวอย่างขนาดที่พบได้ทั่วไป เช่น:

 

ตารางน้ำหนักเหล็กรูปพรรณ (เหล็กกล่องแบน)

ขนาด [mm.] (H×B) ความหนาเฉลี่ยด้าน (t1 / t2) [mm.] น้ำหนัก [kg.]
75×40 5.0 / 7.0 6.92 (1 ม.), 41.25 (6 ม.)
100×50 5.0 / 7.5 9.36 (1 ม.), 56.16 (6 ม.)
125×65 6.0 / 8.0 13.40 (1 ม.), 80.40 (6 ม.)
150×75 6.0 / 9.0 18.00 (1 ม.), 108.00 (6 ม.)
150×75 9.0 / 12.0 24.00 (1 ม.), 144.00 (6 ม.)
180×75 7.0 / 10.5 21.40 (1 ม.), 128.40 (6 ม.)
200×100 7.0 / 10.0 25.90 (1 ม.), 155.40 (6 ม.)
200×100 9.0 / 12.0 31.00 (1 ม.), 186.00 (6 ม.)
200×100 12.0 / 14.0 39.50 (1 ม.), 237.00 (6 ม.)
250×90 10.0 / 14.5 40.40 (1 ม.), 241.20 (6 ม.)
250×90 11.0 / 15.5 44.00 (1 ม.), 264.00 (6 ม.)
250×90 12.0 / 16.0 46.80 (1 ม.), 280.80 (6 ม.)
300×90 12.0 / 16.0 48.60 (1 ม.), 291.60 (6 ม.)
300×90 14.0 / 18.0 55.60 (1 ม.), 333.60 (6 ม.)
300×90 16.0 / 20.0 61.40 (1 ม.), 368.40 (6 ม.)
380×100 13.0 / 20.0 67.30 (1 ม.), 403.80 (6 ม.)

 

TIP: ยิ่งงานรับน้ำหนักมาก ควรเลือกขนาดใหญ่และความหนาสูงขึ้น

 

เหล็กรางน้ำใช้ทำอะไรได้บ้าง?

งานที่นิยมใช้เหล็กรางน้ำ

  • เสาโครงสร้าง และคานรับน้ำหนัก
  • โครงหลังคา กันสาด และโรงรถ
  • โครงสร้างเหล็กในโรงงานหรือโกดัง
  • ชั้นวางสินค้า และโครงชั้นเหล็ก
  • งานประกอบเฟอร์นิเจอร์และตกแต่ง

 

เลือกเหล็กรางน้ำอย่างไรให้เหมาะกับงาน?

การเลือกผิดขนาดหรือเกรดอาจทำให้โครงสร้างอ่อนแรง และเกิดความเสียหายในระยะยาว ดังนั้นควรพิจารณาดังนี้:

เลือกจากประเภทงาน

  • งานรับน้ำหนักมาก → รีดร้อน
  • งานเบา งานภายใน → รีดเย็น
  • งานภายนอก → ชุบกัลวาไนซ

เลือกจากขนาดและความหนา

  • งานโครงหลัก → ≥ 4 นิ้ว / หนา ≥ 4.5 มม.
  • งานทั่วไป → 2–3 นิ้ว / หนา 2.3–3.2 มม.

เลือกจากมาตรฐานและแหล่งผลิต

  • ตรวจสอบ มอก. หรือ JIS
  • สั่งซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้
  • ขอใบ Certificate หากเป็นโครงการขนาดใหญ่

 

เจาะลึกเทคนิคการใช้ “เหล็กรางน้ำ” ให้โครงสร้างเป๊ะและคุ้มค่า

  1. เหล็กรางน้ำ (C-Channel) กับ เหล็กตัวซี (C-Light Lip Channel) หน้าตาคล้ายกันมาก ใช้แทนกันได้ไหม?
    ใช้แทนกันไม่ได้ในงานโครงสร้างหลัก แม้จะดูเป็นรูปตัว C เหมือนกัน แต่เหล็กรางน้ำผลิตจากการรีดร้อน (Hot Rolled) มีความหนาและแข็งแรงกว่ามาก ส่วนเหล็กตัวซีเป็นเหล็กขึ้นรูปเย็นที่บางกว่า [Image comparison: Steel Channel vs C-Channel] เหล็กรางน้ำจึงเหมาะสำหรับทำ “คาน” หรือ “เสา” ที่ต้องรับน้ำหนักสูง ส่วนเหล็กตัวซีเหมาะสำหรับทำ “แปหลังคา” หรือโครงคร่าวที่ไม่ต้องรับแรงกดมาก
  1. ในงานต่อเติม “โรงจอดรถ” หรือ “กันสาด” ทำไมช่างถึงนิยมใช้เหล็กรางน้ำประกบคู่กัน?
    เรียกว่าการทำ “Box Column” หรือคานกล่อง โดยการนำเหล็กรางน้ำ 2 เส้นมาเชื่อมประกบกันให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม วิธีนี้จะช่วยเพิ่มค่าความแข็งแรง (Moment of Inertia) ทำให้รับน้ำหนักได้มหาศาลพอๆ กับเหล็กบีม แต่มีข้อดีคือดูสวยงามเรียบร้อยกว่า และประหยัดต้นทุนกว่าการใช้เหล็กรูปพรรณขนาดใหญ่เกินความจำเป็น

  2. การเลือกซื้อเหล็กรางน้ำ “หน้าเต็ม” กับ “หน้าไม่เต็ม” ต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อความปลอดภัยไหม?
    ต่างกันมาก เหล็กหน้าเต็ม (มาตรฐาน มอก.) จะมีขนาดความหนาและน้ำหนักตรงตามสเปกที่ระบุไว้ ส่วนเหล็กหน้าไม่เต็ม (เหล็กเบา) มักจะมีความหนาที่บางกว่าเกณฑ์ ในงานโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนัก เช่น คานบ้านหรือโครงหลังคาขนาดใหญ่ ควรใช้เหล็กหน้าเต็มที่มีเครื่องหมาย มอก. เท่านั้น เพื่อป้องกันปัญหาโครงสร้างแอ่นหรือทรุดตัวในอนาคต

  3. ถ้าต้องใช้งานกลางแจ้งหรือใกล้พื้นที่ชายทะเล ควรเลือกเหล็กรางน้ำแบบไหนให้ทนสนิมได้นานที่สุด?
    แนะนำให้ใช้ เหล็กรางน้ำชุบกัลวาไนซ์ (Hot-Dip Galvanized) การชุบสังกะสีแบบจุ่มร้อนจะช่วยเคลือบผิวเหล็กทั้งภายนอกและภายในร่องรางน้ำ ป้องกันการเกิดสนิมได้นานกว่า 20-30 ปี โดยไม่ต้องทาสีกันสนิมซ้ำบ่อยๆ แม้ราคาต่อเส้นจะสูงกว่าเหล็กดำทั่วไป แต่คุ้มค่ามากในเรื่องค่าบำรุงรักษาระยะยาว

 

เหล็กรางน้ำ ตัวช่วยสำคัญของโครงสร้างแข็งแรง

“เหล็กรางน้ำ” ไม่ได้เป็นแค่เหล็กเส้นอีกหนึ่งชนิดในตลาด แต่มันคือวัสดุสำคัญที่รองรับโครงสร้างให้มั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย การเลือกขนาด ประเภท และแหล่งที่มาจึงเป็นสิ่งที่ ไม่ควรมองข้าม

หากคุณเป็นเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา หรือกำลังเริ่มโครงการก่อสร้าง การเข้าใจว่าเหล็กรางน้ำคืออะไร และเลือกใช้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้คุณประหยัดทั้งต้นทุน และลดปัญหาหน้างานในระยะยาวได้อย่างมาก

อยากได้เหล็กรางน้ำที่เหมาะกับงานของคุณจริง ๆ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เลย การเลือกเหล็กรางน้ำให้ตรงกับลักษณะงานอาจดูซับซ้อนในตอนแรก แต่ถ้าได้คำแนะนำจากทีมที่มีประสบการณ์ ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างบ้าน โรงงาน โกดัง หรือโครงหลังคาขนาดใหญ่

 

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.pandpsteel.co.th
ติดตาม Facebook : https://www.facebook.com/pandpsteel
เบอร์โทร 089-799-5598
Line ID : @pandpsteel (เติม @ ด้านหน้าด้วยนะครับ)
Line ID : https://lin.ee/9lRXvtZ